บล๊อกใหม่! Nice to meet you ♥

posted on 21 Apr 2012 22:18 by palmmonza  directory Diary
ส...สวัสดีผู้ที่เข้าผู้มาผิดบล๊อก หรือ ไม่ได้ตั้งใจ (กระซิบๆๆ t-t)
 
ฮิ้วววว ไม่ได้เข้าบล๊อก exteen มานานแล้วนะ หลายปี เกือบเดือน.... =[]=' ??? (หลายเดือน เกือบปี ต่างหาก - -)
 
เนื่องจากเล่นไม่เป็น บล๊อกขี้เหร่ (ก็แต่งไม่เป็นง่ะ) _w_ แอบตกใจเนื้อหาบล๊อกเก่าๆๆ
 
ทำไมตรูใช้ภาษาวิบัติอย่างนี้ //กราบขอโทษทุกท่าน TTwTT 
 
ตอนนี้ใช้ภาษาถูกละ แถมติดซะด้วย วะฮาฮ่าาาาา !! ไม่ค่อยมีเพื่อนด้วยแฮะ (น่าสงสารจริงๆ - -)
 
อ้อ! มาครั้งนี้ก็ขอแนะนำตัวเหมือนเดิม  . .. .
 
สวัสดีทุกๆคน ชื่อ 'เจนนี่' เรียก 'เจน' อย่างเดียวก็ได้ ^^ อายุ 14 ปี (โอ้พระเจ้าเวลาช่างผ่านไปเร็วจริงๆ)
 
ชื่นชอบ 'วาย' , 'การ์ตูน' , 'hey! say! jump!' , 'ss๕o๑' , 'u-kiss' , 'od'  , 'ฯลฯ' - -" 
 
เราไม่ปิดกั้นตัวเองฮะ ชอบพูดๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ (^∇^)   ๆๆๆๆๆๆๆๆ และ เม้าส์ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
 
เราใจดี ร่าเริง เรื่องเงินไม่เกี่ยง แต่ต้องให้เงินก่อน << =[]=!?
 
แอดมาคุยได้ที่ jamade_bleach_kururu@hotmail.com  tw:@palmmonza fb:Janeny Be cazy
 
สุดท้ายนี้... ขอบคุณที่ฝ่าฟันอ่านมาจนจบค่ะ (บังเอิญไม่มีคนอ่าน -w-) 
 
 

edit @ 27 Apr 2012 20:00:30 by Janeny be crazy

“อย่าหนีนะ....เด็กขี้ขโมย”

 เสียงผู้หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งตะโกนลั่นพร้อมกับมีเด็กคนหนึ่งกับผู้หญิงอีกคนหนึ่งวิ่งผ่านฉัน

 และแม่ที่กำลังซื้อเนื้อหมูในตลาดไปอย่างรวดเร็วทั้งแม่และฉันหันไปดูทันหน้าผู้หญิงคนนั้นแค่

 แวบเดียว แม่ถามฉันว่า “อ้าว .... นั้นป้าร้านขายของไม่ใช่ เหรอ”  ‘ใช่ค่ะ ป้าแกวิ่งไล่ใครกันละ

 ป้าคนนั้นชื่อว่า “ป้าหนอม” เป็นแม่ค้าขายของชำสาระพัดอย่างในตัวตลาดในอำเภอที่ฉันอยู่ มี

 ฐานะจัดว่าดีกว่าแม่ค้าคนอื่นๆในละแวกเดียวกัน และเป็นที่รู้จักกันว่าแกเป็นขี้เหนียวอย่าง

 ร้ายกาจ แถมปากจัดที่สุดในตลาดอีกด้วย ใครต่อราคาของมากเกินไป หรือถามราคาแล้วไม่ซื้อป้า

 แกจะโวยวายชนิดต้องรีบเผ่นออกจากร้านแทบไม่ทันทีเดียว เสียงเอะอะดังขึ้น ฉันหันไปมองป้า

 หนอมจับข้อมือเด็กผู้ชายคนหนึ่งอายุประมาณ 12-13 ขวบไล่เลี่ยกับฉันซึ้งกำลังดิ้นรนอยู่ และป้า

 แกกำลังลงไม้ลงมือ แม่จึงเดินเข้าไปถาม “ป้าหนอม มีไรหรอคะ”  “ก็เด็กเวรนี่นะสิ มันมาทำทีขอ

 ซื้อยา แก้ปวดกับยาธาตุ พอฉันหยิบส่งให้มันก็วิ่งหนีมาเลย เงินก็ไม่จ่าย”  พูดจบป้าหนอมก็ตบหัว

 เด็กคนนั้นอย่างแรงทีหนึ่งและคงมีตามมาอีกหลายทีแน่ถ้าแม่ฉันไม่ห้ามไว้ “ตายแล้ว!..พี่หนอม

 อย่าถึงกับลงไม้ลงมือกันเลยนะ แล้วนี่จะทำยังไงต่อ” แม่รีบตัดบทเพราะเห็นว่าเรื่องราวชักจะไป

 กันใหญ่เรียกตำรวจเอามันไปเข้าคุกนะสิ เสียนิสัย พ่อแม่ไม่สั่งสอน ยังเด็กตัวแค่นี้ก็ริจะเป็นขโมย

 ซะแล้ว ต่อไปคงต้องปล้นเขากินหละ’ ฉันสะกิดแม่ทันทีพร้อมกับมองพลางส่ายหัวน้อยๆ ทำนอง

 ว่าอย่างไปยุ่งดีกว่า แม่มองฉันแล้วมองเด็กคนนั้น ซึ่งท่าทางเหมือนกำลังจะร้องไห้แม่นิ่งคิดอยู่ครู่

 หนึ่ง แล้วหันไปพูดกับป้าหนอมว่า “อย่าให้ถึงอย่างนั้นเลยนะพี่หนอม...เด็กมันคงอยากซื้อแต่ไม่มี

 เงินนะ เอาเป็นว่าฉันจะจ่ายให้ละกันนะ กี่บาทละ?” ในที่สุดเรื่องก็จบลง โดยการที่แม่ยอมจ่ายเงิน

 ค่ายา แล้วแม่ก็จูงเด็กคนนั้นออกมาจากตลาด แต่ป้าหนอมยังไม่วายเตือนแม่ ‘ใจดีกับเด็กขี้ขโมย

 แบบนี้ ระวังจะเสียใจทีหลังนะเธอ’ แม่ไม่ได้ตอบอะไร แต่พอเดินห่างจากร้านพอสมควรแล้วก็

 ถามว่า “ทำไมหนูขโมยของป้าเขาละ”  เด็กคนนั้นเงยหน้าที่เต็มไปด้วยน้ำตา ขึ้นมองแม่ แล้ว

 ตอบอย่างสะอึกสะอึ้นว่า “แม่ผมปวดท้องมากเลยครับ แล้วแม่ก็ไม่มีเงินไปหาหมอผมก็เลย

 ต้อง........”  แม่มองหน้าเด็กคนนั้นอยู่ครู่หนึ่ง แล้วยื่นผลไม้ที่ซื้อมาให้เด็กคนนั้นถุงหนึ่ง แล้วบอก

 ว่า “ทีหลังอย่าขโมยของมใครนะ ถ้าไม่มีเงินมาขอเงินน้าไปซื้อก็ได้นะ น้าชื่อสมพร เปิดร้านเย็บ

ผ้าอยู้ใกล้ๆ นี่เองถามคนแถวนี้ก็ได้รู้จักน้าแทบทุกคนเลยแหละ เอ้า....เอาส้มไปฝากคุณแม่ซิ คน

ป่วยนะต้องกินผลไม้มากๆ จะได้ หายไวๆ รู้มัย?”  แม่เสริมพร้อมยิ้ม เด็กคนนั้นอึ้งอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่

จะรับผลส้มพร้อมกับพูดขอบคุณคุณแม่แล้วเดินจากไปหลังจากนั้นพอกลับถึงบ้าน ฉันก็ถามแม่

ทันทีว่า “ทำไมแม่ต้องช่วยเด็กคนนั้นด้วยละ รู้จักกันหรอค่ะ” แม่ยิ้ม แล้วตอบฉันว่า “ไม่รู้จักหรอก

แต่แม่เห็นเด็กคนนั้นรับจ้างหาบขนมขายอยู่แถวบ้านเราน่ะ แต่แกคงจำแม่ไม่ได้หรอกแม่ซื้อขนมแก

อยู่ไม่กี่ครั้งเอง”  “แต่นั้นไม่ใช่เหตุผล...ที่จะต้องไปช่วยเขานิค่ะแม่ เป็นขโมยนี่น่า” ฉันถามต่อแม่

มองหน้าฉันแล้วพูดว่า “แม่เชื่อว่าเด็กคนนั้นเคยหาเงินด้วยตัวเองมาก่อนตั้งแต่อายุเท่าๆกับลูก จะ

ต้องเป็นเด็กที่มีความรับผิดชอบ รู้คุณค่าเงินทุกบาททุกสตางค์ว่ากว่าจะหามาได้มันเหนื่อยยาก

ขนาดไหน และคนที่มีความรับผิดชอบนะจะไม่มีทางขโมยของใครนอกจากจะจำเป็นจริงๆเมื่อเขา

ไม่มีทางเลือกอื่นเท่านั้น”  ฉันฟังแล้วก็ถามแม่ต้อว่า “แล้วต่อไปถ้าเขามาขอเงินแม่ไปซื้อยาอีกแม่

 

จะให้เขาหรือเปล่าค่ะ”  “ให้สิลูกถ้ามันไม่มากไม่มายอะไร”  “แล้วแม่ไม่เสียดายเงินหรอคะ บ้าน

เราก็ไม่ได้ร่ำรวยเหมือนบ้านป้าหนอมเขานะ ..แม่...”  “ถึงแม้จะแม่จะไม่มีเงินทองมากนัก แต่การที่

ได้ช่วยเหลือคนที่กำลังลำบากน่ะมันทำให้แม่มีความสุข แล้วยังได้บุญอีกด้วยนะแค่นี้แม่ก็พอใจ

แล้วไม่อยากได้อะไรตอบแทนหรอก”  แล้วแม่ก็พูดต่อว่า “จำไว้นะลูก.....คนเรานะ...ต้องรู้จักให้

อภัยและให้โอกาสคนอื่นแก้ตัวเสมออย่างเด็กคนนั้น...แม่มั่นใจว่าแกทำไปเพราะรักคุณแม่จริงๆแม่

ถึงช่วยแกเอาไว้ ลูกอาจบอกว่า ขโมยเป็นสิ่งผิด ใช่...แม่ไม่เถียง....แต่บางครั้งคนเราก็ต้องมอง

ด้านอื่นๆบ้าง อย่าคิดแต่เรื่องทรัพย์สินเงินทองตอนนี้ลูกอาจจะยังฟังไม่เข้าใจ แต่แม่เชื่อว่าสักวัน

ลูกจะเข้าใจเองแหละ”  หลังจากนั้น ฉันกับแม่ก็หันไปคุยเรื่องอื่นๆ กันฉันเองไม่เคยคิดเรื่องนี้อีก

เลย จนเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นทำให้ฉันย้อนหวน กลับมาคิดถึงเรื่องนี้ทั้งน้ำตาว่า “คำพูดของแม่ใน

ครั้งนี้ถูกต้องที่สุดจริงๆ. หลังจากนั้นฉันเรียนจนจบประริญญาตรีจากสถาบันราชภัฏแห่งหนึ่งในตัว

จังหวัด แล้วฉันก็ได้งานทำในโรงงานแห่งหนึ่งในตัวจังหวัดนั้นเอง เงินเดือนก็พอประมาณสามารถ

เลี้ยงดูแม่ได้โดยไม่ขัดสนนัก ฉันก็เลยขอร้องให้แม่หยุดรับจ้างเย็บผ้า เพราะอยากให้แม่พักผ่อน

บ้างหลังจากทำงานหนักเกือบ 20 ปี เพื่อส่งฉันเรียนแม่ยอมปิดร้านแต่ก็ยังรับงานเล็กๆน้อยๆ ของ

เพื่อนยบ้านมาทำบ้างโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย แม่บอกว่าถ้าไม่ได้ทำอะไรมันรู้สึกเบื่อๆ ฉันเลยต้องยอม

ตามใจแม่ฉันทำงานอยู่ 2-3 ปี แม่ก็เริ่มรู้สึกไม่สบายเริ่มจากปวดหัวบ่อยขึ้น ช่วงแรกๆ ไม่กี่วันก็หาย

หลังจากนั้นก็เริ่มเป็นนานขึ้นเรื่อยๆ ฉันบอกให้แม่ไปหาหมอแล้วฉันก็พาแม่ไปหาหมอในเมือง

หมอบอกว่า ไม่เป็นอะไรมากนัก แค่ทำงานหนักมากเกินไปหมอสั่งยามาให้ชุดหนุ่งพร้อมกับกำชับ

ให้พักผ่อนมากๆ จะได้หายเร็วๆหลังจากกินยาตามที่หมอสั่งอาการปวดหัวของแม่ก็หายไป ฉันเริ่ม

สบายใจขึ้น แต่หลังจากไปหาหมอได้ประมาณ1 เดือน แม่ก็เริ่มกลับมาปวดหัวอีก คราวนี้เป็นหนัก

มากกว่าครั้งที่แล้ว ยาที่เคยกินแล้วได้ผลมาก่อนก็ไม่ได้ผลเลย ฉันกังวลใจมาก พอภามหมอ หมอ

ก็บอกว่าต้องไปตรวจในกรุงเทพฯ เพราะว่าเครื่องไม้เครื่องมือพร้อมวกว่าโรงพยาบาลต่างจังหวัด

หลังจากนั้นฉันรีบพาแม่ไป กรุงเทพฯ ทันทีไปยังโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งหลังจากหมอตรวจ

แล้วบอกว่ามีเนื้องอกในสมองต้องผ่าตัดโดยด่วนหากปล่อยทิ้งไว้อาจไปทับเส้นประสาททำให้เป็น

อัมพาตได้ หรือถ้าผ่าตัดไม่ทันก็อาจร้ายแรงถึงชีวิต ฉันตกใจมากขอให้หมอผ่าตัดให้ทันที แต่

หมอบอกว่าโรงพยาบาลที่มีหมอผ่าตัดสมองที่มีความพร้อมที่จะผ่าตัดเนื้องอกในสมอง เป็นอีกโรง

พยาบาลหนึ่งซึ่งมีชื่อเสียงมากกว่าดังนั้นหมอจึงส่งตัวคนไข้ไปยังโรงพยาบาลนั้น ฉันตกลงหลัง

จากส่งตัวมายังโรงพยาบาลดังกล่าว แม่ก็ถูกส่งตัวเข้าห้องผ่าตัดทันที ขณะทีฉันรออย่างกังวลใจ

อยู่ด้านนอกทั้งเรื่อง อาการป่วยของแม่ และจากคำพูดของหมอที่ทิ้งทายไว้ก่อนจะส่งตัวแม่มาที่

โรงพยาบาลแห่งนี้หมอบอกให้ทำใจไว้บ้างเพราะการผ่าตัดสมองเป็นการผ่าตัดที่อันตรายถึงชีวิต

โอกาสที่คนไข้จะเสียชีวิตมีมาก แม้การผ่าตัดจะประสบความสำเร็จก็ตาม อีกเรื่องก็คือค่าใช้จ่ายใน

การผ่าตัดสมองค่อนข้างสูงเป็นหลักแสนบาทเมื่อรวมกับค่ายาระหว่างพักฟื้น คิดแล้วน่าจะต้องใช้

เงินราวๆ ห้าแสนบาท ฉันได้ยินแทบลมจับฉันจะไปหาเงินห้าแสนบาทมาจากไหนลำพังเงินเก็บของ

ฉันกับแม่ยังมีไม่ถึงห้าหมื่นบาทเลยแต่ยังไงฉันก็ต้องรักษาแม่ให้หาย ส่วนเงินค่อยคิดไว้ทีหลังหลัง

การผ่าตัดเสร็จสิ้นลง เป็นโชคดีของแม่ที่การผ่าตัดประสบความสำเร็จ และไม่มีอาการแทรกซ้อน

ใดๆ ทางโรงพยาบาลบอกให้พักฟื้นประมาณหนึ่งเดือนก็สามารถไปพักฟื้นที่บ้านได้ทางโรง

พยาบาลแจ้งรายการค่าใช้จ่ายทั้งหมดมาให้ฉัน ปรากฏว่า! เป็นเงินจำนวนไม่ถึงพันบาท เป็นค่า

ติดต่อประสานงานเท่านั้น ฉันแปลกใจมากจึงสอบถามกับนางพยาบาล นางพยาบาลบอกว่า คุณ

หมอที่เป็นคนผ่าตัดและเป็นเจ้าของไข้บอกไม่ให้คิดเงินกับฉันและแม่โดยที่ทางโรงพยาบาลก็ไม่

ทราบสาเหตุฉันจึงขอพบคุณหมอคนนั้นเพื่อขอบคุณ นางพยาบาลบอกว่าหลัง จากเสร็จคุณหมอก็

ถูกส่งตัวไปต่างประเทศทันทีเพื่อศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการผ่าตัดสมองที่อเมริกาแต่คุณหมอฝาก

จดหมายไว้ให้ฉันกับแม่โดยกำชับกับทางโรงพยาบาลให้ฝากให้ฉันกับแม่พร้อมใบเสร็จค่าใช้

จ่ายอื่นๆของทางโรงพยาบาลในวันที่ 3 แม่สามารถออกจากโรงพยาบาลได้ เมื่อกลับบ้าน ฉันกับ

แม่ก็เปิดอ่านจดหมายของคุณหมอคนนั้น” เมื่ออ่าน จบทั้งฉันและแม่ก็ร้องไห้ออกมาพร้อมกัน เนื้อ

ความในจดหมายมีดังนี้........................

...............................

.....................

................

............

.........

....

..

.

ข้าพเจ้านายแพทย์ เดชา ทองวิจิตร  แพทย์ผู้ผ่าตัด นาง สมพร ภู่จันทร์

 

ขอสรุปค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดทั้งหมดดังนี้ ค่าผ่าตัด 0 บาท

 

ค่ายาทั้งหมด 0 บาท ค่าใช้จ่ายอื่นๆทั้งหมด 0 บาท รวมเป็นเงินทั้งหมด 0 บาท

 

ป.ล. ค่าใช้จ่ายทั้งหมดได้รับแล้วเมื่อยี่สิบปีก่อนด้วยยาแก้ปวด ยาธาตุ ส้มถุงหนึ่ง

 

ขอให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงไปอีกนานๆ นะครับคุณน้า

 

นายแพทย์ เดชา  ทองวิจิตร

 


                                  

 

ใครเคยอ่านแล้วขอโทษด้วยคะ...และก็ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องจริงหรือ(ได้มากจากตอนเข้าแถวใน

 

โรงเรียน- -) 55555 อ่านจบแล้วตัวเองก็ร้องไห้ตาม TT[]TT หวังว่าถ้ามีเรื่องราวดีๆมากอีก จะนำมาให้อ่านอีกแน่นอนค่ะ >w< (จะมีใครชอบไหมหนอ? =..=)

edit @ 21 Jun 2010 19:43:34 by lพี้eu Ja[n]e[N]y gaga

edit @ 27 Apr 2012 19:59:50 by Janeny be crazy

สวัสดีคร๊า ^^ มาเขียนบล๊อกอันที่ 2 แย้ววว ^^"

 

บล๊อกแรก รู้สึกจาไม่ค่อยดีเท่าไร ฮะๆๆๆๆๆ อย่าซีๆๆๆ = w =~

 

ตั้งแต่ปิดเทอมมา...ก้ ได้แต่ติว สอบ เข้า ม.1 จนเข้าได้ แถมยังต้องไป ร.ร. ใหม่ ทุกเดือนอีกแต่ไปวันเดียวตามที่

 

เค้านัด อ่ะน๊ะ ^^" จนถึงเดือน พ.ค วันที่ 17 พ.ค 53  ก้อเปิดละ แต่ ! วันที่ 4 พ.ค 53  ก้ ต้องไปจ่ายตังค์

 

ค่ากิจกรรม และ รับตารางสอน ม.1 ใหม่ *0* แต่ยังไม่ได้ปักชื่อเรยจน เมื่อวาน วันที่ 2 พ.ค 53

 

เอาชุด นร.ใหม่ ไปปักชื่อ  และ ร.ร แต่เค้ากลับบอกว่า มารับเสื้อวันที่ 4 พ.ค 53 = [ ] =

 

ปากค้างเรยชั้น -*- จาบ้าเร๊อะ! ก้ เรยต้องบอกเค้าว่า "พี่คะ วันที่ 3 ได้ไหม พอดีวันที่ 4 ต้องใส่ชุดนี้คะ ปักตัว

 

เดียวก่อนก้ ได้คะ" พี่เค้าเรยตอบมาว่า "ได้คะ ^^ แต่ช่วง 6 โมงเย็นนะคะ ^^ " 

 

และแล้ววันที่ 3 พ.ค 53 ก้ มาถึง แต่ชั้นกลับนั่งเล่งคอมตั้งแต่เช้า - บ่าย ~~~ 5โมง แล้ว ยังเล่งต่อ .......

 

เวลาผ่านไป~~ ผ่านไป ~~ผ่านไป~~~ ผ่านไปๆๆๆๆๆๆๆๆ จน19.25 ปาปี๋♥ ก้ หยิบถุงใบหนึ่ง...

 

ชั้นจึงนึกได้ พร้อมทำตาโต O_O โอววววววววววววววววโนววววว O[]O 19.27 แล้ว ! หัดไปหามามี๋♥

 

(_ _") O_o    ม.. ...แม่ชั้น หลับ กรรม =/\= ปลุกด่วนแบบสุดหูรูดดด ! จนเวลา 19.32 ก้ ออกจากบ้าน

 

ไปถึงหน้าร้าน ! เฮ้อ~ เค้ายังไม่ปิด แต่เหลือ ประตูบานนึง เค้ากำลังจะเลื่อนลงปิด รีบๆๆๆเรยชั้น >[]

 

"เดี๊ยวคร๊า! ลำดับที่ 242 เจนจิรา โชไชย มาเอาเสื้อผ้าคร๊า//ยื่นบัตรคิว ^^" " ทันแย้วๆๆๆๆๆๆๆๆ >[]

 

"ฮะๆๆๆ กำลังจะปิดพอดี เกือบไม่มีชุดใส่แล้วนะ อ่ะนี่ //ยื่นถุงเสื้อผ้า"  "ขอบคุณคะ //รับๆของ"

 

พอถึงบ้าน เรยลองใส่ชุด มัธยม  เราดีใจมากเยย นู๋อยู่ม. แย้ววไม่ได้อยู่ ป. แย้วววว ^[+++++]^

 

ดีใจจัง เปงครั้งแรกที่ชั้นได้ใส่ชุด มัธยมต้น TT^TT แม่ชั้น ถึงกับ ยิ้ม และตัวละลายกลายเปงน้ำเรย ฮะๆๆ--*

 

พอใส่ปุ๊ป ก้ รุสึกว่า .... ตั้งแต่เกิดมา อยู่ อนุบาล จนประถม ผ่านเรื่องราวมากมาย . . . ~

 

ลุ้นจะตายว่าชั้นจะสอบได้ไหม๊น่า? ถ้าชั้นสอบไม่ได้ ชั้นจะร้องไห้ ไหม๊?

 

ชั้นจะเห็นพ่อแม่ร้องไห้เพราะความทุกข์ไหม๊น่า?  ทุกอย่าง วุ่นไปหมดในตอนนั้น แต่พอตอนนี้

 

กลับ ดีใจยิ่งกว่าอะไรเรย ^^ ไม่คิดเรยว่า การที่ใส่ชุด ที่ดูแล้วทำให้เราโตขึ้นไปเรื่อยๆ.. . . จะทำให้ชั้น

 

มีความสุข มากที่สุขในโลก~ วันนี้ ก้ได้มาเขียน อ๊ะน๊:3 หว่า  21.27 แล้ว! ต้องรีบนอนซะแล้ว

 

พรุ่งนี้จะได้ตื่นไป ร.ร. ใหม่แต่เช้า ^^ เจอกัลวันหลังน๊ ค๊ เพิ่ลๆๆ บ๊ายบี คร๊:p >----^[+++++++]^

                                                                                                   

 

                                                                                                                       Janeny gaga ♥